ข้อมูลเชิงประจักษ์เรื่อง U = U มีการศึกษามาก่อนนั้นหลายปี พบว่าการเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วจะสามารถป้องกันคู่นอนของเขาไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 96% ที่รู้จักกันในชื่อว่า “Treatment as Prevention” โดยอีก 4% ที่ยังติดเชื้อเอชไอวีอยู่นั้นเป็นเพราะกินยาต้านไวรัสยังไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งถือว่ายังไม่ถึงระดับ undetectable และหากดูเฉพาะคู่ของคนที่ undetectable ก็จะป้องกันได้ 100% เช่นกัน ดังนั้น U = U จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีใครแย้งได้ ส่วนจะมีวิธีการตรวจสอบผู้ติดเชื้อว่าอยู่ในภาวะ Undetectable ได้อย่างไรนั้น หากจะดูเพียงรูปลักษณ์ภายนอกคงบอกไม่ได้ นอกจากการตรวจวัดระดับปริมาณไวรัสในเลือดที่ผู้ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์ตรวจได้ปีละครั้ง หรือมากกว่านั้นถ้ามีประวัติกินยาไม่ต่อเนื่อง หรือในปีแรกที่กินยาตรวจได้ 2 ครั้งคือ หลังกินยา 6 เดือนและ 12 เดือน ดังนั้น ผู้ที่สามารถทราบผลเลือดได้คือ แพทย์ผู้รักษาและตัวคนไข้เอง คนอื่นอยากจะรู้ก็ต้องถามคนไข้ ส่วนคนไข้จะบอกความจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมว่ามีเหตุใดที่จะทำให้เขาไม่พูดความจริงหรือไม่ และคนที่รับข้อมูลก็ต้องไปชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของข้อมูลเองเพื่อตัดสินใจกระทำการใด ๆ
การมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่นอนของกลุ่มคน U = U มีความเสี่ยงหรือไม่อย่างไร
U = U เพียงแต่บอกว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสจนตรวจไม่พบเชื้อในเลือดแล้ว ปลอดภัยจากการติดเชื้อเอชไอวี แต่ “U = U ไม่ได้บอกว่า สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับใครก็ได้”
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย เป็นการตกลงยินยอมพร้อมใจกันของคนทั้งสองคน บนพื้นฐานของข้อมูล ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีอยู่ และความต้องการว่าจะป้องกันหรือไม่ป้องกันอะไร เช่น ป้องกันเอชไอวี ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป้องกันการตั้งครรภ์ หรือป้องกันทั้ง 2 หรือ 3 อย่าง เพราะ U = U ป้องกันได้เฉพาะเอชไอวีเท่านั้น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย ต้องเป็นการตกลงพร้อมใจของทั้งคู่เท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว U = U ก็ไม่เกี่ยวเช่นกัน ถ้าคู่นอนของเขาเข้าใจและยินยอม ดังนั้น หากคนที่ undetectable แล้ว จะไปมีเพศสัมพันธ์กับหลายคู่นอน ไม่ว่าจะป้องกันหรือไม่ป้องกันก็ตาม ไม่เกี่ยวกับ U = U
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยในกลุ่มคน U = U
“U = U ไม่ได้แนะนำว่าหาก undetectable แล้วไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัย” ถ้าจะไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคู่ตนเองเพราะเหตุจำเป็น เช่น ไม่มีถุงยาง ถุงยางแตก หรืออยากมีบุตรตามธรรมชาติ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลหรือโทษตัวเอง ทำให้ผู้ติดเชื้อมีความมั่นใจและชีวิตครอบครัวมีความสุขมากขึ้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะใส่หรือไม่ใส่ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม และการยินยอมพร้อมใจกันของคนทั้ง 2 คน ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร เป็นกังวลเรื่องอะไร เช่น เป็นกังวลเรื่องตั้งครรภ์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพราะ “การอยู่ในสถานะ undetectable ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ ถ้าไม่ใส่ถุงยางอนามัย” ดังนั้นข้อเท็จจริง (fact) ของ U = U จึงไม่ได้บ่งชี้ว่าไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัย หรือพูดสั้น ๆ คือ “U equals to U but does not equal to condomless sex”
ประโยชน์ของ U = U
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง U = U อย่างต่อเนื่อง พิจารณาเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษหรือข้อกังวล ทั้งต่อผู้ติดเชื้อและประชาชนทั่วไป โดยได้นำเรื่อง U = U หรือ ไม่เจอ=ไม่แพร่ มาเป็นคำขวัญในการรณรงค์วันเอดส์โลก เมื่อปี 2561 โดยสรุป U = U มีประโยชน์หลายด้านดังนี้